วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

คำแถลงการ ขอความเป็นธรรม 13 พ.ค.59

13 พ.ค.59 คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2/2559 สรุปผลการดำเนินงานยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมให้แก่ พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) ผ่านศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ สถานทูต และองค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก
โดยเนื้อหาแถลงการณ์ เรียกร้องขอความเป็นธรรมแก่ พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย โดยระบุว่า การแจ้งข้อหาว่า กระทำความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจรนั้น ไม่เป็นธรรมกับผู้ที่อุปสมบทมาแล้ว 47 พรรษา และทำความดีมาทั้งชีวิต โดยได้ตั้งข้อสงสัย จำนวน 3 ข้อ พร้อมอธิบายเหตุผล
ในแถลงการณ์ระบุต่ออีกว่า ถึงแม้ ทางคณะศิษยานุศิษย์ ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมผ่าน "ศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ" เรียบร้อยแล้วนั้น แต่สถานการณ์ต่างๆ ยังไม่อาจจะปล่อยวางได้ จึงมีการจัดตั้ง "คณะทำงานเฉพาะกิจฯ" เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด และหากว่าปรากฏว่า ยังคงมีความพยายามผลักดันปฏิบัติการ สิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณะศิษยานุศิษย์ฯ จะได้พิจารณาใช้สิทธิ์ทางกฎหมาย เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ต่อไป
ซึ่งรายละเอียดของแถลงการณ์มีดังนี้
ฉบับที่ 2/2559
เรื่อง สรุปผลการดำเนินงานยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมให้แก่พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) ผ่านศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ สถานทูต และองค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก
ตามที่ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" หรือ DSI ได้ออกหมายเรียก "พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)" ในฐานะผู้ต้องหา โดยแจ้งว่า "หลวงพ่อธัมมชโย" ต้องหากระทำความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจรนั้น
"คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย" จึงมีความเห็นพ้องตรงกันว่าการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อ "หลวงพ่อธัมมชโย" ที่อุปสมบทมา 47 พรรษา ทำความดีมาทั้งชีวิต สุขภาพก็ไม่ค่อยแข็งแรง อยู่ในช่วงปลายของชีวิต แต่ท่านกลับถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร ด้วยเหตุผลอันเกิดจาก เหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม นำมาสู่ข้อกังขาของคณะศิษยานุศิษย์ฯ ดังต่อไปนี้
1. คดีนี้เป็นการดำเนินคดีซ้ำซ้อน
เนื่องจากมีการกล่าวหา และสอบสวนโดยพนักงาน "กรมสอบสวนคดีพิเศษ" หรือ DSI ได้เดินทางมาสอบปากคำ "หลวงพ่อธัมมชโย" แล้วที่วัดพระธรรมกาย และได้ส่งสำนวน การสอบสวนทั้งหมดไปยังอัยการ ซึ่งอัยการได้พิจารณาไม่สั่งฟ้อง "หลวงพ่อธัมมชโย" แต่ภายหลังกลับมีการตั้งคดีใหม่ขึ้นมาในเรื่องเดิมที่ได้สอบสวนไปแล้ว และตั้งข้อหาใหม่ กับ "หลวงพ่อธัมมชโย" ว่าร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร ซึ่งถือเป็นการดำเนินคคีซ้ำซ้อน ขัดกับหลักกฎหมายที่ว่า "กรรมเดียวจะดำเนินคดีซ้ำซ้อนไม่ได้"   
และในการดำเนินคดีซ้ำซ้อน ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดย "นายประกิต พิลังกาสา ประธานกรรมการบริหารแผนฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด" ได้แถลงข้อแท้จริงต่อสื่อมวลชนโดยสรุปว่า "บุคคลผู้กล่าวหาหลวงพ่อธัมมชโยในคดีซ้ำซ้อนนี้ มิได้เกี่ยวข้อง ในนามของสหกรณ์ฯ และสมาชิกอื่นแต่ประการใด จึงถือว่าการดำเนินการใดๆ ของบุคคลผู้นี้ ไม่มีผลผูกพันต่อสหกรณ์ฯ ผู้เป็นผู้เสียหายโดยตรงใดๆ ทั้งสิ้น" จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าทำไม? ผู้กล่าวหาและบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ฯ จึงดูเหมือนพยายามจงใจดำเนินการและสื่อสารต่อสังคมว่าเป็นผู้แทนของสหกรณ์ฯ เพื่อดำเนินการให้พนักงานสอบสวน DSI มีการพิจารณาดำเนินคดีนี้ให้จงได้
อีกทั้งการตั้งข้อกล่าวหารับของโจรและฟ้องเงินกับ "หลวงพ่อธัมมชโย" ถือว่า ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เพราะความผิดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ "หลวงพ่อธัมมชโย" มีเจตนาทุจริตสมคบคิดกับ "นายศุภชัย ศรีศุภอักษร" นำเงินของสหกรณ์ฯ ออกมาเพื่อผลประโยชน์ของตนในทางทุจริต แต่พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแย้งกับสมมติฐานนี้โดยสิ้นเชิง เพราะ "หลวงพ่อธัมมชโย" รับบริจาคโดยสุจริตและเปิดเผย ท่ามกลางประชาชนชาวพุทธเรือนหมื่นเรือนแสน ตัวท่านเองก็ไม่เคยเห็นเช็คที่ถวายเลย เพราะเจ้าหน้าที่การเงินจะเป็นผู้รวบรวมเงินสดและเช็ค ที่มีผู้บริจาคไปเข้าธนาคาร และจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างศาสนสถาน รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของวัดตามเจตนาของผู้บริจาค ดังที่ได้เคยให้การไว้กับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ "DSI" แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น "หลวงพ่อธัมมชโย" ท่านไม่เคยเบิกเงินสดออกจากบัญชีของท่านเลย  แม้แต่บาทเดียว เงินที่มีการบริจาคด้วยเช็คในกรณีนี้ ได้โอนผ่านบัญชีไปจ่ายบริษัทก่อสร้าง ใช้ในการก่อสร้างศาสนาสถานตามเจตนาของผู้บริจาคหมดแล้ว ไม่ได้ใช้ไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของท่านเลย ซึ่งมีเส้นทางทางการเงินที่ตรวจสอบได้ชัดเจน และหากจะพิจารณาต่อไปถึงผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาโดยรวม "หากหลวงพ่อธัมมชโยถูกดำเนินคดีต่อไป พระสงฆ์ทั่วประเทศ ก็อาจถูกตั้งข้อหารับของโจรจากผู้ไม่ประสงค์ดีได้โดยง่ายอีกด้วย"
2. กรณีการออกหมายเรียกพระเทพญาณมหามุนี ครั้งที่  1
มีสิ่งผิดแปลกและชวนสงสัยอันไม่น่าเกิดขึ้น คือ มีสื่อมวลชนบางแห่งกลับได้รับ และนำหมายเรียกไปเผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างรวดเร็วฉับไวก่อนที่หมายเรียกอย่างเป็นทางการดังกล่าวจะมาถึงมือของผู้ที่ต้องรับหมายตัวจริง คือ "หลวงพ่อธัมมชโย" ในวันรุ่งขึ้น
3. ในการขอเลื่อนหมายเรียกครั้งที่2
ถือเป็นปรากฏการณ์ที่คณะศิษยานุศิษย์ฯ มีความกังวลใจเป็นอย่างมาก อันส่งผลต่อ ความไม่เชื่อมั่นในหน่วยงานหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินการเรื่องนี้ กล่าวคือ ทาง "DSI"ได้ออกหมายเรียก "หลวงพ่อธัมมชโย" ให้ไปพบพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา "ทนายความ" ผู้รับมอบอำนาจของ "หลวงพ่อธัมมชโย" จึงได้ยื่นหนังสือขอเลื่อนการมาพบพนักงานสอบสวนด้วยเหตุอาพาธ โดยมีใบรับรองแพทย์ ในเวลา 10.00 น. ของวันนั้น หลังจากพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้ว จึงได้แจ้งกับทนายความในเวลา 11.30 น. ว่า "อนุญาตให้เลื่อนได้" โดยตกลงกันเป็นวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ทนายความจึงเดินทางกลับ และในวันเดียวกันช่วงเวลา 13.30 น. ทางพนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ "DSI"  โทรศัพท์แจ้งมาว่า "ไม่อนุญาตให้เลื่อนและขอออกหมายจับ" โดยในวันรุ่งขึ้น ก็ได้ไปดำเนินการขอศาลออกหมายจับจริง โดยไม่มีการตรวจสอบใบรับรองแพทย์ หรือให้แพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ หรือ หน่วยงานกลางอื่นใด มาตรวจอาการของ "หลวงพ่อธัมมชโย" เลยว่าป่วยจริงหรือไม่? ทำไมพนักงานสอบสวนจึงเปลี่ยนคำพูด? ตอนแรกบอกว่า "ให้เลื่อน" แล้วกลับเปลี่ยนเป็น "ไม่ให้เลื่อน" แต่ขอออกหมายจับ กรณีนี้คณะศิษยานุศิษย์ฯ ต่างรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก
"สิ่งที่เชื่อถือได้มากกว่าคำพูด คือการกระทำ" โดยเฉพาะการกระทำตลอดชีวิต ของ "พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)" เป็นเครื่องยืนยันได้มากกว่าคำเล่าลือใดๆ ท่านบรรพชาอุปสมบทมาตั้งแต่ พ.ศ. 2512  และได้อุทิศชีวิตให้กับงานพระพุทธศาสนา มาโดยตลอดชีวิตของท่านจนถึงปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้ "คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย" จึงได้หารือและมีข้อสรุปพ้องตรงกัน ในการร่วมภารกิจเพื่อตอบแทนพระคุณของครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณและทำความจริงให้ปรากฏ ด้วยการ "ยื่นหนังสือถึงหัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมประจำจังหวัดต่างๆ" โดยกระทำในภูมิลำเนาที่พักอาศัยของตนด้วยความสุภาพเรียบร้อยให้ทั่วถึงและเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดทั่วทั้งประเทศ ในส่วนของคณะศิษยานุศิษย์ฯ ที่พำนักอาศัยอยู่ภายนอกประเทศ ก็ได้พร้อมใจกันร่วมภารกิจดังกล่าวด้วยเป็นสามัคคีบุญ ด้วยการไป "ยื่นหนังสือต่อสถานทูตและองค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก" โดยมีวัตถุประสงค์การยื่นหนังสือเพื่อขอความเห็นใจและขอพึ่ง ให้ทาง "รัฐบาล" ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ และ "คณะ คสช." ผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศอยู่ในขณะนี้ ได้โปรดระงับและเข้ามาตรวจสอบขั้นตอนการดำเนินคดีของหน่วยงานหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมดังกล่าวข้างต้น เพื่อช่วยปกป้องให้ความเป็นธรรมแก่ "พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)" โดยคณะศิษยานุศิษย์ฯ ต่าง "เชื่อมั่นและศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม รัฐบาล รวมถึงคณะ คสช." ที่จะดำเนินการเรื่องนี้ให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและความถูกต้อง
ทั้งนี้ แม้การดำเนินการยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมผ่าน "ศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ" ได้ดำเนินการสำเร็จเสร็จบริบูรณ์ในเวลาดำเนินงานเพียงไม่กี่วันแล้ว แต่คณะศิษยานุศิษย์ฯ ยังคงมีความเห็นว่า สถานการณ์ต่างๆ ในห้วงเวลานี้ ยังไม่อาจจะปล่อยวางได้ จึงมีการจัดตั้ง "คณะทำงานเฉพาะกิจฯ" เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด และหากว่าปรากฏว่า บุคคลหรือหน่วยงานใดในกระบวนการยุติธรรม ยังคงมีความพยายามผลักดันปฏิบัติการ สิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณะศิษยานุศิษย์ฯ จะได้พิจารณายกระดับการขอความเป็นธรรมให้ "หลวงพ่อธัมมชโย" ด้วยการขอใช้สิทธิ์ทางกฎหมาย เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 สืบไป
จึงแถลงการณ์มาเพื่อทราบข้อแท้จริงโดยทั่วกัน

ขอแสดงความนับถือ
คณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย
วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2559

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ประธานสงฆ์องค์กรพุทธประเทศอินเดีย ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมแก่หลวงพ่อธัมมชโย

ประธานสงฆ์องค์กรพุทธประเทศอินเดีย ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมแก่หลวงพ่อธัมมชโย ต่อ ฯพณฯประยุทธ์
ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ กงสุลไทยมุมไบ ประเทศอินเดีย พระภัททันตะ ธรรมานัค
ชาราน พาหุเทสะนียะ เสวาภาวี สะนาถะ ประธานและผู้ก่อตั้งองค์กรพุทธแห่งชาติ บันดันธัมมัง ประเทศอินเดีย

จดหมายเปิดผนึกแปลเป็นไทย
วันที่ ๑ พ.ค. ๒๕๕๙
ถึง
สถานกงสุลไทย
ชั้น ๑๒ อาหารเอ็กเพรสทาวเวอร์
บานิสเตอร์ ราชินี พาเทล มาร์ก
นาริมัน พอนท์
มุมไบ ๔๐๐๐๒๑

ขอความยุติธรรมในกรณีของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
กรมการสอบสวนคดีพิเศษของไทย (ดีเอสไอ) ได้ให้ข้อมูลที่ผิดมากมายเกี่ยวกับการออกหมายเรียกพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ข้อมูลผิดโดยเจตนานี้ได้ถูกส่งต่อไปยังสื่อท้องถิ่น ส่งผลให้ผู้อ่านหลายคนเกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังกรณีนี้
ข้อเท็จจริง คือ
นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ขณะดำรงตำแหน่งประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ได้บริจาคเงินให้แก่วัดพระธรรมกายและพระเทพญาณมหามุนีเพื่อใช้ในการสร้างศาสนสถานและเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของวัด ซึ่งเป็นวัดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีคนศรัทธากว่าล้านคนและมีพระสงฆ์ สามเณรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
การบริจาคครั้งนั้นล่วงมากว่า ๔ ปีแล้ว ซึ่งไม่มีหลักฐานการกระทำผิด และนายศุภชัยก็ยังได้บริจาคให้แก่วัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย การกุศล และหน่วยราชการอื่นๆ อีกด้วย
เงินที่บริจาคให้วัดพระธรรมกายและหลวงพ่อธัมมชโยได้ทำอย่างเปิดเผย ไม่มีการจงใจปกปิด ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะเจตนาฟอกเงินใดๆ การสั่งจ่ายเช็คเข้าออกล้วนดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่การเงินของวัด
การกล่าวหาพระเทพญาณมหามุนีว่ารับของโจรและฟอกเงินนั้น ควรมีหลักฐานยืนยันว่าท่านตั้งใจสมคบกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ในการยักยอกเงินไว้สำหรับใช้ส่วนตัว ไม่มีหลักฐานใดๆ ปรากฏและนายศุภชัยเองก็ได้แถลงการณ์ยืนยันเรื่องนี้ด้วย ข้อมูลนี้เป็นที่รู้กันดีในคณะผู้สอบสวนดีเอสไอ แต่เขาก็ยังพยายามที่จะเชื่อมโยงท่านเจ้าอาวาสในคดีนี้ เพราะเหตุใด
เมื่อทางวัดทราบถึงเหตุการณ์สหกรณ์เครดิตยูเนียน ลูกศิษย์ได้ช่วยกันตั้งกองทุนช่วยเหลือเยียวยาเท่ากับจำนวนเงินที่นายศุภชัยบริจาคมา เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ให้แก่สมาชิกด้วยกันอัดฉีดเงินเข้าไปในกระแสเงินสดของสหกรณ์ฯ
หลังจากเหตุการณ์นี้ ทางสหกรณ์ฯได้ออกมาแถลงการณ์ถอนฟ้องคดีความทั้งทางเพ่งและอาญา และกล่าวขอบคุณลูกศิษย์ของพระเทพญาณมหามุนีสำหรับความเมตตา
ข่าวบิดเบือนได้ถูกตีพิมพ์ตามสื่อต่างๆ กล่าวหาว่าวัดพระธรรมกายสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ขณะที่ทางวัดมีลูกศิษย์มากมายทั้งต่างอายุ ต่างเพศ ภูมิภาค อาชีพการงานและต่างมุมมองทางการเมือง วัดมุ่งเน้นในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่มีความประสงค์ที่จะเกี่ยวข้องทางการเมืองเลย
หลวงพ่อธัมมชโยได้อุทิศตนมาตลอด ๔๗ ปี เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาและการทำสมาธิในแบบธรรมกาย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่มีความศรัทธาจำนวนกว่าล้านทั้งในประเทศไทยและ ๘๐ สาขาใน ๓๓ ประเทศทั่วโลก ในชีวิตที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์
หลวงพ่อธัมมชโยได้สนับสนุนเงินหลายพันล้านบาทให้แก่การกุศลมากมาย เช่น กองทุนช่วยเหลือครูใต้กว่า ๓๐,๐๐๐ คน จัดเตรียมสิ่งของจำเป็นและอาหารสำหรับงานอุปสมบทหมู่กว่า ๑๐,๐๐๐ รูป สองครั้งต่อปีในเมืองและตามหมู่บ้านต่างๆทั่วไทย และยังให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม พายุ และสึนามิ
สิ่งก่อสร้างต่างๆ อันประณีตในวัดพระธรรมกายถูกสร้างจากเงินบริจาคของญาติโยมโดยไม่ใช้เงินรัฐเลย และสิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะอยู่เป็นสมบัติของชาติและพระพุทธศาสนาต่อไปสำหรับลูกหลานในอนาคต
เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายตอนนี้อายุ ๗๒ ปี เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น เส้นเลือดดำอุดตันและมีแผลติดเชื้อที่ขาซึ่งทีมแพทย์ก็ได้ออกมายืนยัน แต่ดีเอสไอไม่สนใจในสุขภาพของเจ้าอาวาสและไม่คิดจะตรวจอาการของท่านเลย กลับมีความพยายามในการออกหมายจับหลวงพ่อธัมมชโยได้ถูกศาลสั่งยกคำร้องในวันที่ ๒๖ เมษายน กระนั้น ดีเอสไอก็ยังประกาศเรียกเจ้าอาวาสเข้ารับทราบข้อกล่าวหาอีกในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม
จากหลักฐานที่ชัดเจน พระเทพญาณมหามุนีไม่ทราบถึงที่มาของเงินบริจาคของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ซึ่งบริจาคก่อนจะเป็นคดีความ และการระดมทุนเพื่อเยียวยาสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นนั้น จึงมีคำถามว่าทำไมดีเอสไอถึงยืนหยัดที่จะสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้แก่วัดพระธรรมกายและการสถาปนาพุทธศาสนาในพระเทศไทย
ขอแสดงความขอบใจ
พระภัททันตะ ธรรมานัค
ชาราน พาหุเทสะนียะ เสวาภาวี สะนาถะ
ประธานองค์กรฯ
เอกสารแนบถึง พลเอก ประยุทธ จันโอชา
ทำเนียบรัฐบาล, ถนนพิษณุโลก 1, ดุสิต, กรุงเทพ ๑๐๓๐๐

พระอินทะยานะ เมืองทวาย เมียนม่าร์

อาตมาอยากจะพูดถึง2 ประเด็น  คือ  
1. เกี่ยวกับเรื่องวัดพระธรรมกายในประเทศไทย  และ  
2. เรื่องของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเรื่องแรกอยากจะเล่า
      คือ วัดพระธรรมกายไม่ได้เป็นที่รู้จักแค่ในประเทศไทย
แต่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก และอาตมาเห็นว่าน่าจะเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดของโลกด้วยเพราะว่าเป็นวัดที่ได้ รับความยกย่อง  สรรเสริญจากนานาประเทศทั่วโลก เป็นวัดที่สุดยอด  เป็นต้นแบบที่ดี
และที่สำคัญเป็นวัดที่มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาโดยตลอด
และจะเผยแผ่พระพุทธ ศาสนาตลอดไปเป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่าง
ที่ดีของพระพุทธศาสนาทั่วโลก  การมีวัดพระธรรมกาย
ในประเทศไทย   ต้องถือว่าเป็นความน่าอัศจรรย์  เป็นความภาคภูมิใจ และเป็นความโชคดีของชาวไทยอย่างมาก
ที่มีวัดพระธรรมกายก่อตั้งขึ้นในประเทศนี้
          อาตมาได้มีโอกาสมาวัดพระธรรมกาย  ไม่ใช่แค่เพียงมาเที่ยวเล่น แต่อาตมาได้มาศึกษาธรรมะคำสอน
ของวัดพระธรรมกาย ได้มาเรียนรู้ศึกษาแก่นแท้
ของวิชชาธรรมกายเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีมาแล้ว
พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า

“ถ้าเราไม่เห็นด้วยตา  ไม่ได้สัมผัสด้วยมือ   ก็อย่าไปเชื่อสิ่งที่คนอื่นเขาเล่าต่อๆกันมา  ควรมาสัมผัสด้วยตนเอง”

ในยุคปัจจุบันที่มีสื่อต่างๆ อาทิเช่น ข่าวออนไลน์  หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ต โทรทัศน์เป็นต้น  ควรมีวิจารณญาณในการเสพสื่อเหล่านั้น  บางครั้งสื่อก็นำเสนอข่าวในสิ่งที่ไม่จริง
ถ้าไปเชื่อในสิ่งที่ไม่จริง  เขาเรียกว่าคนที่ไม่มีปัญญา
และไม่มีความคิด ไม่รู้จักค้นหาความเป็นจริง อาตมาเองก็ได้ฟังข่าวที่ดีและข่าวไม่ดีของวัดพระธรรมกายจากคนภายนอก บางท่านพูดถึงวัดพระธรรมกายในด้านที่ดี ยกย่องสรรเสริญ  แต่บางท่านก็ไม่ได้ยกย่องสรรเสริญ  แต่ก็ยังไปเล่าในสิ่งที่ไม่จริง บิดเบือน พูดให้ร้ายวัดพระธรรมกายกับบุคคลอื่นๆ  คนที่เคยมาวัด ได้มาสัมผัสว่าวัดดีจริง ก็ไปเล่าในสิ่งดีๆของวัดพระธรรมกาย

         แต่เมื่ออาตมาได้มาสัมผัสกับวัดพระธรรมกายด้วยตนเอง
วัดพระธรรมกายนั้นอัศจรรย์มาก   เป็นวัดที่พระพุทธศาสนาจะขาดไม่ได้เลย  ไม่มีวัดไหนจะนำมาเปรียบเทียบได้เลย  เป็นวัดที่มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาครบทุกด้าน  แม้แต่รัฐบาลยังไม่สามารถทำแบบนี้ได้เลย  เพราะหลวงพ่อและพระอาจารย์ทุกรูป  ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด   อาตมาคิดว่าสำหรับชาวไทยนั้น การมีวัดพระธรรมกายเป็นสิ่งที่ประเสริฐมาก  และจะทำให้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยมีความมั่นคงและเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปอีก ยาวนานอยากฝากบอกกับชาวไทยทุกคนว่า เพื่อความเจริญรุ่งเรือง  เพื่อความสว่างไสวของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
           ชาวไทยต้องช่วยกันปกป้องรักษาพระพุทธศาสนาให้ดีเพราะอาตมาไม่ได้ไปสถานที่ เพียงที่เดียว  ไม่ได้รู้จักบุคคลเพียงบุคคลเดียว  อาตมาได้รู้จักกับหลายประเทศ  หลายคนแล้ว อาตมาได้เห็นวิสัยทัศน์ทั้งพระและโยมของแต่ละที่ที่ได้เดินทางไป เมื่ออาตมาได้เห็น ได้รับรู้อะไรหลายอย่างแล้ว   สำหรับในประเทศไทยถ้าไม่มีวัดพระธรรมกายแล้ว  พระพุทธศาสนาก็จะไม่ได้เจริญรุ่งเรืองไม่ได้รับการฟื้นฟู และสุดท้ายพระพุทธศาสนาก็จะเสื่อมลงและอาจจะกลายเป็นอดีตเมืองพุทธเหมือน หลายประเทศอาตมาได้มีโอกาสคุยกับพระผู้ใหญ่ในประเทศไทยหลายรูป  ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ถ้าไม่มีวัดพระธรรมกายในประเทศไทย  ก็อาจไม่มีพระพุทธศาสนาเหมือนกัน”
         สำหรับคนที่ไม่เคยมาวัดพระธรรมกาย  ท่านต้องเข้ามาสัมผัสด้วยตนเอง ว่าวัดพระธรรมกายทำอะไรบ้าง  จะได้รู้ความเป็นจริง  เพราะไม่มีประเทศใดในโลกจะสามารถทำกิจกรรมงานบุญต่างๆได้ยิ่งใหญ่เหมือนกับ วัดพระธรรมกายได้อีกแล้ว  และจะได้ดู ได้เห็น ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาในประเทศพม่า พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองก็จริง มีพระภิกษุมากก็จริง แต่ไม่สามารถที่จะจัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาแบบวัดพระธรรมกายได้เลย  ที่นำพระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปทั่วโลกวัดพระธรรมกายมีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไป ทั่วโลกกว่า 80 ประเทศ  วัดพระธรรมกายได้สร้างสันติภาพ  ความสงบสุขให้แก่ชาวโลกและเป็นแสมือนศูนย์กลางเชื่อมต่อชาวพุทธทุกคนพระภิกษุจากประเทศเมียนมาร์ทุกรูปที่ได้มาเรียนรู้ มาสัมผัสกับวัดพระธรรมกายด้วยตนเอง  พอได้มาเห็นแล้ว  ทุกรูปต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  สิ่งที่ได้ทราบมานั้นมันไม่จริงเลย  เมื่อได้มาทราบความจริงแล้วพระสงฆ์จากประเทศเมียนมาร์ทุกรูปต่างชื่นชม  ยกย่อง สรรเสริญวัดพระธรรมกายเป็นอย่างยิ่ง
        หากวัดพระธรรมกายมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น  พระภิกษุทุกรูปจากเมียนมาร์ต่างก็พร้อมที่จะร่วมมือร่วมใจกันปกป้องพระพุทธ ศาสนา และวัดพระธรรมกายกันอย่างเต็มที่เต็มกำลังไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยที่จะได้มี โอกาสพบกับหลวงพ่อธัมมชโย  แต่อาตมาได้คุยกับท่าน ได้พบกับท่านบ่อยครั้ง เมื่อได้รู้จักกับหลวงพ่อแล้ว ยิ่งคุย ยิ่งมีความศรัทธาต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย  เพราะท่านรักชาวไทยมาก และรักพระพุทธศาสนามาก หลวงพ่อยังเมตตาพูดอีกว่า พระภิกษุที่อยู่ในประเทศไทยทั้งหมดหลวงพ่ออยากจะดูแล  อยากสนับสนุน ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้นหลวงพ่ออยากจะดูแล และสนับสนุนพระภิกษุทั่วโลกเลย

        ถ้าเราอยากจะรู้ความคิด วิสัยทัศน์ของบุคคลนั้น เราก็ต้องได้พูดคุย พออาตมาได้คุยกับหลวงพ่อแล้ว  ก็ทราบทันทีว่าหลวงพ่อธัมมชโยท่านมีความเมตตากับชาวไทยและมีความรักในพระ พุทธศาสนาเป็นอย่างมาก  หลวงพ่อท่านก็  “พูดจริง  ทำจริง  ปฏิบัติให้เห็นจริงๆ”สิ่งที่หลวงพ่อสอนลูกๆ ทุกคน เป็นคำสอนที่มีคุณค่ามาก เป็นสิ่งที่น่าปฏิบัติตาม เป็นระเบียบวินัยที่ดีมาก  ไม่มีใครสามารถทำได้อย่างท่าน  ท่านเก่งมาก  ถ้าสมมุตติว่า มีคนมาใส่ร้าย และทำร้ายท่าน ไม่ให้ท่านปฏิบัติภารกิจได้ต่อไป  สำหรับชาวพุทธแล้วเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย และเศร้าสลดใจเป็นอย่างมากเมื่อได้มาสัมผัสกับหลวงพ่อธัมมชโย กับข่าวที่ได้ทราบมานั้น  ช่างแตกต่างกันคนละเรื่องเลย เพราะหลวงพ่อท่านไม่ต้องพูดอะไรมากมาย ท่านมีศีล  สมาธิ ปัญญาครบและสมบูรณ์
       แม้อาตมาเป็นพระเหมือนกัน เมื่อได้เห็นหลวงพ่อธัมมชโยแล้ว ก็เกิดความศรัทธาและเคารพเป็นอย่างสูง  ใครที่ได้มากราบหลวงพ่อ ต่างก็มีความศรัทธาต่อท่าน เพราะท่านมีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา   ทำประโยชน์เพื่อทุกคนชาวโลก  ขนาดพระเมียนมาร์ที่ได้มากราบหลวงพ่อธัมมชโยแล้ว ก็ได้เห็นถึงความมีศีล  สมาธิ และปัญญาของท่าน พระทุกรูปต่างก็ให้ความเคารพและศรัทธาต่อหลวงพ่อท่านเป็นอย่างยิ่ง ท่านเป็นบุคคลที่น่าศรัทธา  น่าเคารพ  อาตมาเองก็มีแต่ความบริสุทธิ์ใจและศรัทธาต่อท่านด้วยความเคารพ  หากใครที่ไม่ได้มาใกล้ชิดท่าน ไม่ได้มาวัด ไม่ได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริงจากภายในวัด  ได้ทราบแต่ข้อมูลที่ไม่จริงจากสื่อต่างๆ  แล้วมาว่าหลวงพ่อ มาพูด มาว่า  มากล่าวโทษให้คนอื่นไม่ศรัทธาท่าน ถ้าท่านใดพูดแบบนี้ อาตมาดูแล้ว สำหรับเขาเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากๆ เพราะหลวงพ่อท่านมีศีล มีบารมีสูง  สำหรับใครที่ทำแบบนี้ อาตมารู้สึกหนักใจและสงสารพวกเขาเหล่านั้นจริงๆ ถ้าเราจับผิด หรือให้ร้ายกับ ผู้มีศีล ผู้มีบารมีสูง   ผลของกรรมนั้นก็จะหนักนะเรื่องการถวายปัจจัยที่พูดถึงกันอยู่  
          อาตมาได้ทราบมายาวนานมากแล้วจากการพูดต่อๆ กันมาจากภายนอก  ทั้งข่าวในโทรทัศน์ สื่อต่างๆ  มีแต่คนบอกว่าอย่าไปวัดพระธรรมกายนะ  วัดไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้  อาตมาได้ฟังมาเยอะ  อาตมาก็ได้อธิบายให้ทุกคนที่มาพูดฟังอย่างชัดเจน ว่าพวกเธอที่ได้เห็น ได้ฟังมา แต่ละเรื่องบางอย่างมันไม่จริง มันคนละเรื่องกันเลย  ถ้าเชื่อไปตามนั้น ก็มีวิบากกรรมกันไป การที่พระรับปัจจัยจากโยม  ในสมัยพระพุทธกาล พระพุทธเจ้าไม่ได้ดำริว่าเป็นความผิดทางพระวินัยแต่อย่างไร  และการที่หลวงพ่อธัมมชโยท่านรับปัจจัยจากญาติโยม ก็ไม่ได้มีความผิดอะไร
          ถ้าเป็นอาตมาเอง ก็รับเช่นเดียวกัน ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะนั่นเป็นศรัทธาและเจตนาของญาติโยมที่จะถวายให้พระ  สิ่งที่ญาติโยมนำมาถวายนั้นจะได้มาด้วยวิธีใดนั้นอาตมาเองก็ไม่ทราบ ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปถามเขา จะไปตรวจสอบก็ไม่ได้    ถ้าเป็นอาตมาเองเมื่อมีคนมาถวายก็ต้องรับเช่นกัน   คนที่มาถวายก็มีจิตศรัทธาที่จะถวายเพื่อพระศาสนา ไม่ได้ถวายเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หลวงพ่อเองก็นำปัจจัยที่ได้จากการถวายมาทั้งหมดไปเพื่อการเผยแผ่พระพุทธ ศาสนา  แต่บางคนไม่เข้าใจในพระพุทธศานาเลย อาตมาเลยคิดว่า คนที่ไม่เข้าใจตรงนี้  คงจะไม่ใช่ชาวพุทธแน่ๆ  ถ้าเป็นชาวพุทธแท้จะต้องอนุโมทนา สาธุการ ที่เห็นบุคคลผู้อุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาวัดพระธรรมกายคือ เป็นวัดที่ปฏิบัติจริงๆ  เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก

          ถ้าท่านใดมาทำบุญกับสถานที่ที่ปฏิบัติจริง ทำเพื่อพระพุทธศาสนาจริงๆ  ก็จะมีประโยชน์มาก ได้บุญมาก  ถ้าไปทำบุญกับสถานที่ที่ไม่มีปฏิบัติ ปริยัติ ไม่น่าศรัทธาไม่น่าเคารพนับถือ ก็จะไม่ได้บุญเต็มที่ ไม่มีประโยชน์อันใดต่อพระศาสนาเลยถ้ามาทำบุญกับสถานที่แบบวัดพระธรรมกายนี้  ได้บุญอย่างอัศจรรย์จะมีประโยชน์มาก ทั้งพระพุทธศาสนาและกับตัวของเราเอง
          อาตมาก็ขออนุโมทนา สาธุการชาวเมียนมาร์ทั่วประเทศก็อนุโมทนาบุญกับคนที่มาถวายปัจจัยกับหลวงพ่อ เพราะหลวงพ่อท่านไม่ได้ทำความผิดอะไร ไม่ได้นำปัจจัยไปใช้ส่วนตัวเลย ท่านเองก็ไม่ได้จับปัจจัยด้วยซ้ำ  อาตมาเองก็ไม่เคยจับปัจจัยเช่นกัน ปัจจัยทั้งหมดก็นำไปใช้เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา  หลวงพ่อท่านไม่ได้นำไปเลี้ยงใคร ไม่มีภาระครอบครัวที่จะต้องดูแล อาตมากล้าที่จะยืนยันอย่างชัดเจนอีกเรื่องหนึ่งก็คือวิสัยทัศน์ของหลวงพ่อ ธัมมชโย  คือ  รักพระพุทธศาสนามาก และปฏิบัติทุ่มเทเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  สำหรับหลวงพ่อมีแต่ให้  หลวงพ่อเอาแค่เพียง “บุญ”เท่านั้น

พระอินทะยานะ เมืองทวาย ประเทศเมียนม่าร์
Ven Aeindanyana, Abbot of Yinggay Meditation Center, Dawei, Myanmar

https://m.youtube.com/watch?index=3&list=PL9c22sJIfhjgeRAqKwp4Grb7SHVqP6A_m&v=B5rGRml50EM

ยกเลิกตักบาตรอุบล นพ.โมฮัล ศกภูเขียว

ยกเลิกการจัดตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ สามเณรหนึ่งแสนรูป ในวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2559..

เนื่องจากมีคำสั่งลงมาจากทางทหาร ห้ามจัดงานตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ สามเณรแสนรูปครั้งนี้ ...พวกเราผิดหวังมากครับ เพราะหมู่คณะเราตั้งใจมากๆ ในงานครั้งประวัติศาสตร์นี้ และที่สำคัญ องค์กรท้องถิ่นทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ให้การสนับสนุนดีมาก คนอุบลจิตใจดีงาม และยิ่งกว่านั้น ทีมงานลงชวนคนในพื้นที่  เข้าไปพบผู้นำชุมชน เช่น  ผู้ใหญ่บ้าน, กำนัน อสม,อบต.  เหล่าท่านทั้งหลายตื่นเต้น อยากเห็นภาพวันงาน แต่ละชุมชนรับปากจะจัดคนมากันเป็นรถๆ แถมจะส่งอาสาสมัครมาช่วยเตรียมงาน...เพราะเราต่างรายงานการลงพื้นที่ของหมู่คณะให้กันฟังเป็นประจำทุกวัน...ฟังแล้วปลื้มมากๆๆ ตลอดระยะเตรียมงานนี้

แต่....ไม่เคยคิดว่าจะถูกเบรคกระทันหัน แบบนี้

 ทีมงานหลายท่านถึงกับร้องไห้ ด้วยความเสียใจ เพราะคิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ก็ปลื้มใจที่ทำดีที่สุดแล้ว

การสั่งระงับด้วยอำนาจเบื้องบนด้วยเหตุผลอะไรมิทราบ สารพัดข้ออ้าง เชื่อมโยงกันไปหมด

   แต่สิ่งหนึ่งคือ เขากลัวพลังการรวมตัวของชาวพุทธ มีที่ไหน มองว่าการรวมตัวของพระสงฆ์และญาติโยมมาตักบาตร มองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงประเทศชาติ..ทั้งๆ ที่กิจกรรมเหล่านี้ถือว่าเป็นกิจกรรมมงคล ความศรัทธาของมหาชน

สักวัน คงอีกไม่นาน ฟ้าคงเปิดให้ทาง ให้เราทำความดีได้เต็มที่...ทางเราไม่รู้จะแก้ข่าวอย่างไร ต่อกลุ่มคนหรือหน่วยงานที่เราเข้าไปประสาน ...แต่ละแห่งก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่...

อยากจะกล่าวคำว่า  ขอขอบคุณทุกภาคส่วน ที่มีจิตอันเป็นกุศลต่อการจัดงานครั้งนี้  หวังว่าคงได้รับความร่วมมือจากทุกท่านเป็นอย่างดีในโอกาสต่อไป

ขอเรียนชี้แจงและขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

ทันตแพทย์โมฮัล ศกภูเขียว
ประธานชมรมสร้างสรรค์คนดีศรีอุบล

ความในใจคนมาวัดพระธรรมกาย

....."อย่าไปวัดพระธรรมกายบ่อยนะ" ผมได้รับประโยคนี้เมื่อสมัยเรียนอยู่ ม.๖ เทอมสอง เป็นคำพูดของคุณครูท่านหนึ่งที่เป็นห่วงลูกศิษย์ ผมก็ได้ยิ้มๆแล้วก็ตอบว่า "ครับผม"

...ผมมาวัดพระธรรมกายครั้งแรกก็ตอนอยู่ ม.๖ นี้แหละ มาทั้งๆที่ไม่รู้ว่ามา แต่ไม่โดนหรอกมานะแค่อยากออกไปเที่ยวนอกบ้านก็เท่านั้น จำได้ว่าเห็นเพื่อนสองคนมันคุยกันว่าตอนเย็นวันศุกร์ให้เตรียมเสื้อขาวสองตัวรถจะมารับหน้าโรงเรียนตอนหกโมงเย็น เรานี้ ส. ใส่เกือกทันที ตะโกนมาแต่ไกลว่า "ไปด้วยๆโว๊ย" เพื่อนมันหันมาบอกได้สิเอาเสื้อขาวมาด้วยนะ

...ผมนี่รีบกลับบ้านไปขอพ่อเลย บอกพ่อว่าจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน พ่อก็ไม่ว่าอะไร ท่านบอกให้ดูแลตัวเองให้ดี แหะๆของ่ายจังเลย รีบเก็บกระเป๋าทันทีกลัวพ่อเปลี่ยนใจ แล้วก็รีบมารอรถที่ศาลาหน้าโรงเรียนซึ่งมีเพื่อนรอยู่แล้วสามคน รอไม่นานนักก็มีรถแวนสี่ประตูมารับเราไป

...การเดินทางของวัยรุ่นเริ่มแล้ว 555 จะได้ไปอะไรแบบนี้ไม่บ่อยนัก รถวิ่งออกมาได้สักพักเพื่อนผู้หญิงที่นั่งข้างหน้าก็หยิบเทปมาจากกระเป๋าเป้ โอ้! เพื่อนเราจะเป็นเพลงมันๆให้ฟังแน่เลย แต่เมื่อเธอเปิดเทปนั้นปรากฏว่ามันเป็นเพลงที่ผมไม่เคยฟังมาก่อน เพลงมัน...เย็นมาก มันรื่นหู ฟังแล้วสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ผมเหมือนอยู่ในภวังค์ของเสียเพลง แล้วก็หลับไปอย่างมีความสุข

...ห้าทุ่มเรามาถึงสถานที่ปลายทาง มันมืดมากมองไม่เห็นอะไรเลย รถวิ่งไปตรงบ้านที่มีแสงไฟนีออน พอรถจอดผมกับเพื่อนก็ลงจากรถ ก้าวแรกที่ผมเหยีบลงพื้นมันมีความรู้สึกแปลกๆว่า "ได้กลับมาแล้ว ได้กลับมาแล้ว" ผมเจอพี่ๆชายหญิงหน้าตาผ่องใสมาก ทุกคนเป็นกันเองเหมือนกับเรารู้จักกันมานาน แต่ผมก็ยังไม่รู้นะว่าที่นี้คือ "วัดพระธรรมกาย"

...บ้านที่มีแสงไฟนีออนที่ผมอยู่เขาเรียกกันว่า "บ้านจราจร" พี่เขามอบหมายให้ผมช่วยแจกข้าวคนขับรถบัสในวันอาทิตย์ พอวันอาทิตย์ผมแจกข้าวคนขับรถบัสจนถึงบ่ายโมง พี่เขาก็พาผมไปอาคารใหญ่ๆ พาไปที่จุดอาสาสมัครแล้วให้เรานั่งสมาธิตามเสียงที่ออกจากลำโพง เราก็ว่าง่ายนั่งก็นั่ง นั่งอยู่คนเดียว พอเริ่มนั่งผมได้ยินเสียงๆหนึ่งจากลำโพง เป็นเสียงที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา ท่านนำนั่งสมาธิ ผมทำตามไปเรื่อยๆ จนจบการนั่ง ผมมีความสุขมาก สุขขนาดที่นั่งคนเดียวก็ยิ้มได้(เหมือนคนบ้าเปล่าเนอะ555) และผมก็ยังไม่รู้ว่าเสียงนั้นคือเสียงหลวงพ่อธัมมชโย กลายเป็นว่าผมรู้จักหลวงพ่อครั้งแรกทางเสียง ปลื้มเลย

...กลับมาเรียนวันจันทร์ผมก็ยังมีความสุขแปลกๆอยู่ นั่งยิ้มๆอยู่คนเดียว อยากไปที่นั้นอีก อยากนั่งสมาธิกับเสียงนั้นอีก ครูท่านหนึ่งท่านทราบว่าผมไปวัดพระธรรมกายท่านก็เลยบอกว่า "อย่าไปวัดพระธรรมกายบ่อยนะ"

ผมเชื่อครูครับ ตอนนี้ผมไม่ได้ไปวัดแล้วครับ "เ พ ร า ะ ผ ม บ ว ช อ ยู่ ที่ วั ด นี้ แ ล้ ว ค รั บ"............

เจริญพร

ตอบคำถาม พระเรืองศักดิ์

อนุโมทนาบุญกับพระอาจารย์เรืองศักดิ์
ตอบคำถามเรื่องกฎแห่งกรรมโยมท่านนี้ได้ดีมาก
แชร์ไปได้บุญ

ช่วยกันแชร์
เพราะคนทั่วไปคิดว่าเมื่อวิบากกรรมมาควรจะปล่อยให้มันย่ำยี โดยไม่ต่อสู้ถอยหนี  กรรมเก่ามาเราก็ต้องใช้กรรมปัจจุบันต้านไม่ใช่มานั่งรอให้มันย่ำยี่เราถึงตาย  เราก็อยากมีชีวิตเพื่อสร้างบุญต่อและหนีกรรมเก่า

"ทำไมไม่ปล่อยให้หลวงพ่อของคุณใช้กรรม"

Somchay Jaiyim ถาม: ท่านเป็นพระ ทำไมท่านไม่ถือว่านี่คือบ่วงกรรมบ้างล่ะครับ อย่าไปถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งสิครับ ท่านสอนฆราวาสว่าทุกคนเกิดมาก็ต้องใช้กรรมหรือรับบุญแต่ชาติที่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านรู้ว่าเนื่อสุกรมีพิษแต่ชาวบ้านเอามาถวายท่านยังต้องฉันท์ แล้วเหตุใดทำไมหลวงพ่อของท่านไม่ไปสู้กันทางกฎหมายล่ะครับ ถ้าศาลตัดสินว่าหลวงพ่อของท่านบริสุทธิจริงผมว่าน่าจะมีคนศัทธาเพิ่มมากขึ้นอีกมากมายนะครับ แล้วอย่าไปอ้างเรื่องความไม่ยุติธรรมเลยครับมันจะดูเป็นการแก้ตัวมากกว่า อ้อ...ยังมีอีกเรื่องครับท่าน ถ้าจะพูดถึงบาป บุญ คุณ โทษ ผมว่าคนเขาไม่ค่อยกลัวกันหรอกครับเพราะถ้ากลัวจริงก็คงจะไม่มี เณรคำ เณรแอ พระยันตระ และอีกมากที่ผมจำชื่อไม่ได้ครับ .... ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยนะครับท่าน...

พระเรืองศักดิ์ เตชวโร ตอบ: ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมคุณโยมที่ใช้คำสุภาพในการสอบถาม

สมมุติว่าพ่อแม่ของคุณโยมเป็นคนดี ประกอบอาชีพด้วยความสุจริต ซึ่งคุณโยมรู้ดีเพราะอยู่กับท่านมานาน

แล้ววันหนึ่งมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองพยายามยัดเยียดความผิดให้ท่าน เพราะผลประโยชน์อะไรบางอย่างของผู้บงการ ซ้ำยังประโคมข่าวกดดันจนผู้คนหลงเชื่อว่าพ่อแม่ของคุณโยมมีความผิดจริง

คุณโยมรู้ว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้ พ่อแม่ของคุณโยมคงจะต้องติดคุกจนตายโดยไม่มีความผิดอะไร คุณโยมจะปล่อยให้เป็นไปตามกรรม หรือจะพยายามหาทางช่วยท่าน

หลวงพี่คิดว่าคนที่มีความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ เขาจะต้องพยายามหาทางช่วยท่านอย่างแน่นอน แม้จะไม่มีอำนาจอิทธิพลที่จะไปสู้กับฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ตาม

เมื่อเสียงน้อยๆของคุณโยมพยายามตะโกนบอกทุกๆคนว่า พ่อแม่ของคุณโยมเป็นผู้บริสุทธิ์ และวิงวอนขอร้องว่าอย่ากลั่นแกล้งใส่ร้ายท่านเลย

แต่เสียงมากมายตอบกลับมาว่า
ไอ้คนชั่ว อย่ามาแก้ตัว
ถ้ามั่นใจว่าไม่มีความผิดก็ไปมอบตัวสิ
กฎหมายยุติธรรมนะ


พร้อมกับกล่าวหาเรื่องอื่นๆที่ไม่จริง
พวกนี้มันโกงแม้แต่พี่น้อง
คนยากจนมันก็ไม่เว้น
บ้านรถมันหรูหรา โกงมาทั้งนั้น


พร้อมคำหยาบและถ้อยคำเสียดสีต่างๆนานา...

คุณโยมจะรู้สึกอย่างไร

พ่อแม่ของคุณโยมเป็นชาวพุทธ เชื่อมั่นในเรื่องกฎแห่งกรรม ท่านสอนคุณโยมว่า อย่าไปสร้างบาปกรรมใหม่ อย่าไปว่าร้ายทำลายเขา ต้องให้อภัยเขาจะได้ไม่ผูกเวรกัน

คุณโยมต้องปกป้องพ่อแม่ของคุณโยม โดยไม่ไปทำร้ายเขา แม้ว่าเขาจะมีเจตนาทำร้ายพ่อแม่ของคุณโยมให้ย่อยยับก็ตาม

คุณโยมเหลือทางสู้อยู่นิดเดียว คุณโยมจะสู้หรือไม่???

สำหรับลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย หลวงพ่อธัมมชโยสอนและให้กำลังใจพวกเราให้สร้างบุญกุศลให้เต็มที่ ทั้งทาน ศีล และภาวนา เพื่อไปตัดรอนบาปกรรมเก่าที่เคยผิดพลาดทำมาในอดีต และห้ามเราสร้างบาปอกุศลใหม่เพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้เราพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย ได้เข้าถึงพระนิพพานในที่สุด

ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเข้าวัดกันมาหลายปี เรารู้จักพระพ่อของเราดี... ดีกว่าสื่อทั้งหลายที่ออกข่าวให้ร้ายท่าน และดีกว่าคนที่อ่านแต่ข่าวแล้วมาว่าร้ายท่าน

ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายทุกคนมีความกตัญญูกตเวทีต่อพระพ่อของเรา พวกเราจึงพร้อมที่จะปกป้องพระพ่อของเราด้วยชีวิต แต่ไม่ได้คิดที่จะทำลายฝ่ายตรงข้ามให้พินาศเหมือนกับที่เขาคิดจะทำกับพระพ่อของเราเลย ขอมนุษย์และเทวดาทั้งหลายโปรดรับทราบด้วยเทอญ

ลองถามตัวคุณดูซิ

ลูกศิษย์ วัดพระธรรมกายคนนี้ พูดได้น่าฟัง


...อันที่จริง ...ก็ไม่ได้ยินยอมหรือจำยอมที่จะให้พวกคุณมารุมด่าว่าประนามหลวงพ่อธัมมชโย ด่าว่าวัดพระธรรมกายด้วยถ้อยคำจาบจ้วงหยาบคายต่ำช้า ราวกับว่าตั้งแต่ที่พวกคุณเกิดมาจนถึงวันนี้ คุณไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนจริยธรรม คุณธรรม จรรยามรรยาท ความดีงามใดๆ เลย...

คุณมีสิทธิที่จะไม่ชอบ คุณมีสิทธิเลือกที่จะนับถือพระองค์ใด เลื่อมใสวัดใดก็ได้ที่ถูกจริตของคุณ...!!

แล้วคนที่รักเคารพเลื่อมใสหลวงพ่อธัมมชโย 
คุณว่าเขามีสิทธิเลือกเช่นเดียวกับคุณไหม

และสิ่งที่พวกคุณเลือกแล้ว ...หากพระที่คุณกราบ วัดที่คุณเข้า ถูกลบหลู่ย่ำยีอย่างเช่นที่พวกคุณกำลังทำกับหลวงพ่อธัมมชโย กับวัดพระธรรมกายบ้าง...อยากถามความรู้สึกว่าคุณจะคิดอย่างไร?

คุณทราบไหมว่า มีคนรักหลวงพ่อธัมมชโย รักวัดพระธรรมกายนับล้านๆ ...องค์กรพุทธ องค์กรระหว่างประเทศ ตัวแทนคณะสงฆ์จากทั่วโลกต่างถวายรางวัลและคำสดุดีประกาศเกียรติคุณของหลวงพ่อถึง ๙๗ รางวัล ในวันคล้ายวันเกิดของท่านเมื่อ ๒๒ เมษายนที่ผ่านมา...แม้แต่ผู้นำประเทศยังส่งสาสน์มาถวายคำสรรเสริญสดุดีในคุณงามความดีของท่าน

ให้ลองพิจารณาว่า บุคคลที่ได้รับรางวัลมากมายถึง ๙๗ รางวัลในคราวเดียวเป็นเรื่องง่ายอยู่หรือ? หากว่าท่านมิได้มีคุณความดีมีคุณูปการต่อสังคมและต่อโลกจริง มีหรือที่เขาจะขนรางวัลและโล่เกียรติยศมากมายมาถวายท่าน...บุคคลหรือองค์กรเหล่านั้นเขาด้อยสติปัญญากว่าพวกคุณหรืออย่างไร..???

แล้วคุณทราบไหม? ว่า คุณไม่มีสิทธิด่าว่า ไม่มีสิทธิใส่ร้ายป้ายสีบุคคลใดตามอำเภอใจ ...เคยทราบไหม? การที่คุณเรียก พระเถรชั้นพระราชาคณะ ว่า ไอ้ อี และสารพัดคำหยาบคายที่จะเสกสรรค์มา ...คุณรู้ไหม ว่านั่นคือการสะท้อนความเป็นตัวตนของคุณเอง บ่งบอกถึงที่มารากเหง้าพื้นฐานของคุณ และคำด่าว่านั่นหาได้ทำให้ผู้ที่คุณก่นด่ากลายเป็นคนชั่วช้าเลวทรามไปตามคำสกปรกของคุณก็หาไม่...

แต่การกระทำของคุณเช่นนั้น อาจเป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า และเมื่อคุณกุเรื่องชั่วร้ายขึ้นมา
กล่าวหาท่านโดยไม่มีมูลความจริง หรือฟังแต่เขาเล่าว่า...โดยไม่สามารถพิสูจน์ความจริงได้ คุณก็มีความผิดฐานหมิ่นประมาทอีกด้วย ซึ่งเป็นความผิดอาญา มีโทษจำคุกและถ้าคุณโพสต์ลงในโซเชี่ยล คุณมีโทษหนักขึ้น เพราะเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา...

ที่พวกคุณได้ลอยนวลสนุกปากเมามันกันอยู่นี่...เพราะหลวงพ่อท่านเป็นพระ เป็นสมณะซึ่งยึดถือการไม่เบียดเบียนประทุษร้าย ท่านมีเมตตา ขันติ อุเบกขา และมีอภัยทาน...ท่านจึงไม่เคยคิดฟ้องร้องเอาโทษ หรือกระทำการตอบโต้ใดๆ ...

ถามว่าพวกคุณเคยได้รับความเดือดร้อนจากการ
กระทำใดๆ ของหลวงพ่อหรือวัดพระธรรมกายตรงไหน 

จึงได้จงเกลียดจงชังกระเหี้ยนกระหือรือกันนัก...กับผู้ทรงศีลผู้ที่ทำแต่ความดีงาม เป็นพระผู้ให้มาตลอดชีวิตการบวชของท่าน ...

เมื่อหลวงพ่อถูกกลั่นแกล้งยัดเยียดข้อกล่าวหา ทั้งที่ท่านเจ็บป่วยไม่สามารถไปพบพนักงานสอบสวนได้...พวกคุณก็ยังมาโพสต์กระหน่ำเยาะเย้ยเสียดสีหยาบหยามหยาบคาย...จิตใจของคุณทำด้วยอะไร ยังมีคุณธรรมของมนุษย์อยู่หรือเปล่า ทำไมจึงสะใจ อยากเห็นความทุกข์ของผู้อื่น มีความสุขที่ได้กระหน่ำย่ำยีผู้อื่น...

....วันนี้กลับบ้านลองไปส่องกระจกดูหน้าตัวเอง แล้วถามตัวเองในกระจกว่า...

- ตั้งแต่เกิดมาจนถึงวันนี้...ตัวคุณนั้นมี  คุณความดีอะไรบ้าง ?

- มีคนที่ไม่ใช่คนในครอบครัว รักคุณกี่คน ?

- คุณคิดว่าคุณมีประโยชน์ต่อสังคมและ  ต่อโลกนี้สักแค่ไหน ?

ลองตั้งคำถาม สำรวจความดี ความชั่วของตัวคุณเอง แล้วตอบตัวเองอย่างจริงใจดูซิ...ถ้าพบว่ามันไม่ได้แม้เท่าธุลีของหลวงพ่อธัมมชโย...ก็ควรจะอยู่เฉยๆ จะดีกว่า 

...ไม่อยากจะบอกพวกคุณหรอกว่า การที่คุณด่าว่าให้ร้ายลบหลู่จาบจ้วงล่วงเกินพระสงฆ์นั้น มันมีวิบากกรรมมหันต์ มีนรกเป็นที่ไป..ยังไงพวกคุณก็คงไม่เชื่อ เพราะพวกคุณไม่มีใครสั่งสอนคุณธรรมบาปบุญคุณโทษ มิฉะนั้นคุณคงไม่ทำกันถึงขนาดนี้󾬆️

...แต่ไม่เป็นไรหรอก ถึงคุณไม่เชื่อตอนเป็น...แต่คุณจะได้รู้แจ้งว่านรกสวรรค์มีจริงก็ตอนตายนั่นแหละ ...และถึงตอนนั้นใครก็ช่วยคุณไม่ได้...

...ไม่เคยหวังให้พวกคุณกลับใจ แค่มาบอกเล่าให้ฟังเท่านั้นว่า สาธุชนคนวัดพระธรรมกายลูกศิษย์หลวงพ่อธัมมชโย พวก เขาล้วนทำตามคำสอนของหลวงพ่อ โดยไม่ตอบโต้ ไม่ด่าว่า อภัยและอโหสิกรรมให้พวกคุณ เพราะวิบากกรรมที่พวกคุณจะได้รับจากการกระทำนี้ มันมากมายหนักหนาสาหัสยิ่งนักแล้ว

แต่หากว่าพวกคุณคนใดยังมีคุณธรรมและมีสติปัญญายั้งคิดพิจารณาได้ ละเลิกการเบียดเบียนประทุษร้ายอาฆาตชิงชังเสีย
ก็ขออนุโมทนาสาธุการ  ขอให้พวกคุณมีความสุขความเจริญ และขอให้มีโอกาสที่จะได้เข้าวัดพระธรรมกายเพื่อพิสูจน์ความจริง...

ความจริงที่ตรงกันข้ามกับความเชื่อดั้งเดิมของพวกคุณ....ที่อาจทำให้คุณต้องเสียใจไปตลอดชีวิตกับคำพูดและการกระทำอันเลวร้ายที่เคยมีต่อหลวงพ่อธรรมชโยและวัดพระธรรมกายตลอดมา


     ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

พิมลธรรมโมเดล!!

หรือนี่คือ "พิมลธรรมโมเดล!!"    ที่หาเรื่องพระจับปลดจีวรเอาขังไว้สักสิบปีแล้วค่อยบอกว่า อุ้ย ไม่มีความผิด

พระพิมลฯผจญมารคดีประวัติศาสตร์วงการสงฆ์

เมื่อศิษย์ตถาคตต้องผจญกับมารน้อยใหญ่จนเกือบเพลี่ยงพล้ำ แต่ด้วยจิตมุ่งมั่นในหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อนั้นจึงหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งปวง นั่นคือเรื่องราวของพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) เมื่อ 60 ปีก่อน ที่ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มบุคคลผู้มีมิจฉาทิฐิ พยายามกำจัดพ้นร่มกาสาวพัสตร์ แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายภัยตัวเองลงในที่สุด

 "พระพิมลธรรม" เดิมชื่อ "อาจ ดวงมาลา" เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2446 ณ ต.บ้านโต้น อ.เมือง จ.ขอนแก่น บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุได้ 14 ปี ศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่อยมาจนอายุย่างเข้า 18 ปี จึงย้ายเข้ามาศึกษาพระธรรมที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เมื่ออายุครบจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ มีท่านเจ้าคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "อาสโภ" สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค และได้เป็นครูสอนที่สำนักวัดมหาธาตุนาน 7 ปี ก่อนจะถูกส่งไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราราม จ.พระนครศรีอยุธยา และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย

 ระหว่างทำงานฟื้นฟูพระศาสนาอยู่ที่เมืองกรุงเก่าเป็นเวลานานถึง 16 ปี ระหว่างปี 2475-2491 มีผลงานสำคัญๆ มากมาย ในขณะที่ทางโลกเกิดความวุ่นวายทางการเมือง ในทางธรรมก็เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง อันเกิดจากแนวทางการทำงานของพระพิมลธรรม ที่ส่งผลต่อความคิดและความรู้สึกของพระเถระชั้นผู้ใหญ่และคณะสังฆมนตรีบางรูป รุนแรงถึงขั้นฝ่ายตรงข้ามยืมมือรัฐบาลเผด็จการในยุคนั้นใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซง เพื่อกำจัดพระพิมลธรรมพ้นจากวงการสงฆ์

 เหตุแห่งความขัดแย้งเกิดขึ้นขณะพระพิมลธรรมเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ และสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง ได้สร้างสรรค์งานด้านการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนารูปแบบใหม่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการสงฆ์อย่างรุนแรง เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เช่น การขอพระอาจารย์ชั้นธัมมาจริยะจากพม่ามาช่วยสอนพระอภิธรรมปิฎกในเมืองไทย การส่งพระภิกษุนักเรียนพุทธศาสนบัณฑิตไปศึกษาต่อต่างประเทศ และฟื้นฟูวิปัสสนาธุระด้วยการตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานขึ้นที่วัดมหาธาตุฯเป็นแห่งแรก

 แต่งานที่ท้าทายคนยุคนั้นและมหาเถรสมาคม คือ การอนุญาตให้คอมมิวนิสต์สามารถบวชในพระพุทธศาสนาได้ การเป็นประธานนำคณะพระสังคีติการกไทยไปร่วมประชุมกระทำฉัฏฐสังคายนาพระไตรปิฎก ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า การนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย กัมพูชา อังกฤษ อินเดีย และเนเธอร์แลนด์ ฯลฯ ตลอดจนทำงานร่วมกับองค์กรฟื้นฟูศีลธรรรมจากต่างประเทศ (Moral Re-Armament : MRA) โดยไม่ยึดถือศาสนาไหนของใครว่าเป็นสำคัญ

 แม้สิ่งเหล่านี้จะทำให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่บางท่านไม่เห็นด้วย แต่ก็ทำได้เพียงเก็บเงียบไว้ ไม่กล้าทำอะไรรุนแรง เพียงแค่แสดงออกถึงการคัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบ กระนั้นก็เป็นเหมือนคลื่นใต้น้ำที่ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปี 2503 สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตติโสภณมหาเถร) ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และมีการเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงสังฆนายกและคณะสังฆมนตรีชุดใหม่ โดยปราศจากชื่อพระพิมลธรรม

 หลังจากนั้นไม่นาน พระพิมลธรรมก็ถูกกล่าวหาว่า "เสพเมถุนทางเวจมรรคกับศิษย์วัด" และ "ทำอัชฌาจารปล่อยสุกกะ" ทางการตำรวจสันติบาลโดยรองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล พร้อมผู้กำกับการตำรวจสันติบาล นำพยานในฐานะผู้เสียหาย 5 คน มาให้คำยืนยันต่อหน้ากรรมการสงฆ์ เวลาต่อมาคณะกรรมการสงฆ์ลงความเห็นว่า พระพิมลธรรมต้องศีลวิบัติขาดจากความเป็นภิกษุแล้ว ไม่สมควรครองเพศบรรพชิตอีกต่อไป แต่พระพิมลฯ ก็สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์จนพ้นข้อกล่าวหา

 ทว่าเรื่องยังไม่ยุติลงเพียงแค่นั้น เที่ยงครึ่ง วันที่ 20 เมษายน 2505 พ.ต.อ.เอื้อ เอมมะปาน พ.ต.ต.สุพันธ์ แรมวัลย์ พร้อมด้วยผู้กำกับการตำรวจนครบาล ตำรวจและทหารได้บุกเข้าล้อมจับพระพิมลธรรมถึงกุฏิ ตั้งข้อกล่าวหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ และกระทำผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นความผิดอาญา มีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต คุมตัวไปสอบสวน ณ สันติบาลกอง 1 และภายในวันเดียวกันนั้นมีบันทึกคำสั่งจากสมเด็จสังฆนายกให้สึกพระพิมลธรรมจากสมณเพศ เพื่อสะดวกต่อการสืบสวนคดีและเพื่อรักษาความปลอดภัยแห่งชาติและพระพุทธศาสนาไว้

 นับตั้งแต่นั้นพระพิมลธรรมต้องจำพรรษาอยู่ในห้องขังตำรวจสันติบาลกอง 1 และยังคงปฏิบัติธรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเขียนหนังสือแสดงความจำนงที่จะยังครองเพศบรรพชิตใจความว่า...

 "ถึงแม้ว่าจะมีผู้มีใจโหดร้ายทารุณแย่งชิงผ้ากาสาวพัสตร์ของกระผมไป กระผมก็จะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ชุดอื่นแทน ซึ่งกระผมมีสิทธิตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย จึงขอให้ท่านเจ้าคุณผู้รู้เห็นอยู่ ณ ที่นี้ โปรดทราบและเป็นสักขีพยานให้แก่กระผมตามคำปฏิญาณนี้ด้วย"

 สถานปฏิบัติธรรมแห่งใหม่นี้ ผู้คุมและผู้ถูกคุมขังเรียกว่า "สันติปาลาราม" สภาวะของพระพิมลธรรมเต็มไปด้วยความสงบเป็นปกติอยู่เช่นเดิม ไม่ได้หวั่นไหวหรือทุกข์ร้อนใจใดๆ ระหว่างนั้นบรรดาพระภิกษุสามเณรและสาธุชนผู้เลื่อมใสนับพันคนต่างก็เชื่อมั่นว่า พระพิมลธรรมคือผู้บริสุทธิ์ จึงพากันยื่นจดหมายร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ท่าน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีใหม่อยู่ตลอดเวลา

 เวลาล่วงผ่านไป 5 ปี วันที่ 30 สิงหาคม 2509 เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ศาลทหารกรุงเทพได้นัดให้โจทก์และจำเลยมาฟังคำพิพากษาตัดสินคดี ก่อนจะพิพากษายกฟ้องและปล่อยตัวพระพิมลธรรมพ้นข้อหา กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ของสถาบันสงฆ์มาจนถึงทุกวันนี้

 หลังจากจำพรรษาอยู่ที่สันติปาลาราม 5 พรรษา และพ้นข้อกล่าวหาออกมาในปี 2509 ศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาสได้ยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมให้แก่พระพิมลธรรม ด้วยการเรียกร้องให้กลับคืนสู่ตำแหน่งกรรมการสภามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และได้รับการแต่งตั้งเป็นสภานายกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2523 กลับคืนสู่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ดังเดิม ในวันที่ 5 ตุลาคม 2524 รวมเวลาตั้งแต่ต่อสู้กับอำนาจอยุติธรรม จนถึงวันได้รับสมณศักดิ์และตำแหน่งกลับคืน นานถึง 21 ปี


Cr. คมชัดลึก  : พลิกแฟ้มคดีดัง!!
พระพิมลฯผจญมารคดีประวัติศาสตร์วงการสงฆ์
http://goo.gl/0LuXjE

May day! May day! นี่เหรอเมืองพุทธ!

"การยินยอมทำตามเจ้าหน้าที่รัฐนั้น เอาท่านไปตรวจอย่างไรไม่ทราบ เอาอะไรสอดเข้าไปในคอท่าน ใส่อะไรไปก็ไม่ทราบ กลับวัดมา ท่านก็อาเจียนเป็นเลือดเต็มอ่างล้างหน้า พูดไม่มีเสียงถึงเจ็ดเดือน โรคต่างๆก็กำเริบ  แข้งขาก็บวม น้ำตาลเบาหวาน มาหมด จากหลวงพ่อที่แข็งแรง ก็กลายเป็นพระผู้เฒ่าที่โดนแดดโดนลมไม่ได้ หนาวสะท้าน อากาศแบบไหนก็ต้องห่มผ้า ห่อตัวตลอด "

May  day!  May  day!  นี่เหรอเมืองพุทธ!

อาตมา.  บวชมา 30 กว่าปี มาบวชตั้งแต่ถนนเป็นดิน มีแต่ท้องนา พระทั้งวัดมีแค่ สิบกว่าองค์อยู่เรียนรู้คำสอนพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความรักเคารพ ผ่านทางครูผู้สอน หนังสือคัมภีร์  พระไตรปิฎก ทบไปทวนมา ความเข้าใจในระดับคนทั่วไปมันก็รู้สึกไม่เหมือนเดิมในทุกปี เหมือนนักวิทยาศาตร์ที่ทดลองวัดผล ค้นคว้า มันก็ยิ่งมีความรู้ ความเชื่อในสิ่งที่กำลังทำมากขึ้น

สมาธิ ก็เช่นเดียวกัน ตั้งแต่บวชวันแรกก็เริ่มรู้จักการเจริญสมาธิ ภาวนา ได้อาศัยครูบาอาจารย์ ช่วยขัดเกลา  อบรมสั่งสอน ประคับประคอง
  แม้ว่าสมาธิ จะเป็นเรื่องส่วนตัว ใครทำใครรู้ ใครทำใครได้ แต่ก็ต้องอาศัยการเรียนแนะนำจากครู อาจารย์  ถ้าใครบุญดี ก็จะพบเจออาจารย์ที่เราถูกจริต สามารถชี้แนะเราได้ ยอมตนเป็นศิษย์ อย่างหมดใจ เพราะท่านชี้ทางสว่างของชีวิตให้

การอยู่ในวัดเดียวกัน กับครูอาจารย์ที่คอยเคี่ยวเข็ญ เราก็มองดูท่านเป็นแบบอย่าง ปฏิบัติตามที่ท่านทำที่ท่านสอน ศิษย์ของท่านมากมาย ท่านจึงอยู่ในสายตาของศิษย์ เกือบตลอดเวลา

วัดก็ขยายไปเรื่อยๆ คนก็มากขึ้นเรื่อยๆ เวลาของท่านที่ต้องแบ่งให้กับศิษย์ก็ต้องถูกแบ่งไปเรื่อยๆ   แต่เราก็ไม่เคยเห็นว่าข้อวัตรปฏิบัติของท่านจะลดลง กลับมุ่งเน้นเรื่องกรรมฐาน ธรรมปฏิบัติยิ่งๆขึ้น

ท่านสร้างวัดนี้ วัดก็ขยายไปเจริญเติบโตไป  วันหนึ่งมีคนมาบอกว่าท่านโกงวัด  พวกเราก็เริ่มงง ว่าทั้งชีวิตหลวงพ่อสร้างวัด สร้างคน ทำนุบำรุงพระศาสนามาตลอด ตอนนี้โดนแกล้งด้วยคำว่า โกงวัด   ศิษย์ทั้งหมดก็แค่ขำๆกับคำกล่าวหาว่าไร้สาระ

คนทำงานมาทั้งชีวิต สร้างบ้านเรือน ให้ลูกหลาน กลับโดยข้อหาโกงบ้าน  มีที่ไหน.งง

แต่ไร้สาระกลับไม่ไร้สาระ เพราะสิ่งที่เค้าว่าเป็นการเริ่มต้น การกลั่นแกล้งหลวงพ่อ ทำคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล เอาหน่วยงานรัฐมาพาหลวงพ่อไป พวกเราเชื่อมั่นในความดี ก็คิดว่าคนอื่นเค้าคงเห็นความดีของครูเราบ้าง

แต่กลับเป็นว่า การยินยอมทำตามเจ้าหน้าที่รัฐนั้น เอาท่านไปตรวจอย่างไรไม่ทราบ เอาอะไรสอดเข้าไปในคอท่าน ใส่อะไรไปก็ไม่ทราบ กลับวัดมา ท่านก็อาเจียนเป็นเลือดเต็มอ่างล้างหน้า พูดไม่มีเสียงถึงเจ็ดเดือน โรคต่างๆก็กำเริบ  แข้งขาก็บวม น้ำตาลเบาหวาน มาหมด จากหลวงพ่อที่แข็งแรง ก็กลายเป็นพระผู้เฒ่าที่โดนแดดโดนลมไม่ได้ หนาวสะท้าน อากาศแบบไหนก็ต้องห่มผ้า ห่อตัวตลอด

แม้กระนั้น ท่านก็ให้ความร่วมมือกับภาครัฐทุกอย่าง ไปขึ้นศาลนั่งฟังเรื่องราวทุกสัปดาห์  7 ปี ไม่เคยขาดเลย

ผลออกมาก็คือ ไม่มีอะไร ไม่มีผิด  เลิกๆกันไป  ก็ง่ายดี

ผ่านมา 17 ปี พวกเราก็เรียนรู้ได้ว่า หลวงพ่อเราก็เป็นแค่เหยื่อ   เหยื่อของเรื่องราวทางการเมือง เอาวัด  เอาหลวงพ่อเราประวิงเวลา เบี่ยงเบนความสนใจ  หรือแค่ขายข่าว

มาวันนี้วัฏฏจักรก็หมุนมาทับรอบเดิม  มาแนวเดิม จะมาพาหลวงพ่อไปอีก เรื่องก็เดิมๆ ไม่มีมุขใหม่

คราวนี้เราก็รู้แก่ใจว่า ถ้าหลวงพ่อเรายอมไปคราวนี้ คงไม่มีคราวหน้า ไม่มีวัด ไม่มีพวกเรา เพราะจะไม่เหลือหลวงพ่อของเรากลับมา

ครั้งนี้จึงเป็นไงเป็นกัน เราไม่ได้เป็นเด็กดื้อ ไม่ได้อยู่นอกกฏหมาย เพียงแต่เราหมดความหวังในความยุติธรรมประเทศไทย หมดความศรัทธาในหน่วยงานต่างๆของรัฐ

เราก็แค่หวังลมๆแล้งๆไปวันๆว่า ประเทศนี้จะเข้าสู่ความศิวิไล เทียมนานาอารยประเทศในวันอันใกล้ พอที่จะพาลมหายใจเราไปถึง

อะไรจะเกิดก็คงเกิด เกิดมาชาตินึงขอแทนคุณพระศาสนาครูบาอาจารย์

จึงเรียนมาเพื่อทราบ ณ โอกาสนี้
วิโร

  May  day
  1 พค 59